Red Leaf.

posted on 28 Oct 2009 15:35 by 21july

 

07/08/2008

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของงานสัปดาห์หนังสือ
ฝนตกกระหน่ำอย่างพลัง
และกุก้อคงพลาดหนังสือดี ราคาถูกไปหลายเล่มทีเดียว

กุเปลี่ยนเป้าหมายไปฟิวเจอร์ กับเพื่อนแทน
เราสามคนหาซื้อหนังสือพิมพ์ Bangkok Post กัน
ร้านแรก  ไม่มี-
ร้านที่สอง ไม่มี-
ร้านที่สาม ก้อยังไม่มี-
ร้านที่สี่ -หมด-
เราเลยเบนเข็มมาซื้อหนังสือพิม  The nation แทน
จนตอนนี้กุเองก้อไม่รู้ว่าทำไมต้องบางกอกโพสเท่านั้น
ทั้งที่ The nation สามารถใช้แทนกันได้ก้อตามที

กุให้เพื่อนทิ้งกุไว้ที่ร้านหนังสือ และปล่อยให้มันไปไหนตามสบาย
กุติดอยู่ที่ร้านนายอินทร์ กับกองทัพหนังสือ
สายตากวาดหาหนังสือในเครือ abook
ไม่รู้ทำไมต้องเป็น "a book"
เพราะกุเป็นเด็กแนว  ?
เพราะนักเขียนหล่อ ?
มีผลประโยชน์กับสำนักพิมพ์นี้ ?
????????????????????????

ไม่มีหนังสือที่กุต้องการ.......................

กุหันไปเจอหนังสือท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
เนปาล อินเดีย เนปาล อินเดีย ฯลฯ
ซ้ำๆ เดิมๆ ถ้ากุซื้อก้อคงเหมือนฉายหนังเรื่องเดิม ๆ  แต่มีหลายภาค
ซึ่งแน่นอน เนื้อหาอาจไม่ซ้ำ แต่ตัวละครยังคงเป็นตัวเดิม ในสถานที่เดิม ๆ
และกุก้อคงอิ่มตัวกับสองประเทศนี้มากพอแล้ว

สายตาเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนึง ชื่อเรื่อง
"แอมะซอนบำบัด"
แปลกดีว่ะเฮ้ย คนอะไรวะไปเที่ยวแอมะซอน ?
เปิดดูรูปและเนื้อหาคร่าว ๆ(ซึ่งเป็นสันดานดิบของนักอ่านทั่วไป)
ตัดสินใจหยิบเล่มนั้น แม้ว่ามันจะมีราคาแพงแสนแพง
และหน้าปกไม่มีสิ่งดึงดูดใจ เหมือนเวลาแมลงวันเจอขี้ก้อตาม

ก้าวขาไปที่แคชเชียร์ ในขณะที่สายตาก้อยังไม่ละจากกองทัพหนังสือ
"ผู้ชายหล่อเหลา ตาโต จมูกโด่งเป็นสัน สวมเสื้อเชิ้ต ไม่ติดกระดุมสามเม็ดบน
โชว์เรือนร่างอันล่ำสัน (จากการจินตนาการของกู) "
นั่งอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่ง บนปกหนังสือที่มีชื่อว่า "ใบไม้แดง"

ทันทีที่กุได้(พยายาม)สบตาชายบนปกก็รู้ได้ทันทีว่า...
โอ้วว... เค้าคนนั้นคือคุณวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
ชายที่กุแรกพบสบตากับเค้าที่จุดพักรถ จ.นครสวรรค์ ในช่วงปีใหม่
เวลาประมาณ ตี 3 (ซึ่งกุกำลังนั่งโซ้ยมาม่าอยู่กับคนขับรถตู้ - -*)

กุไม่รอช้า หยิบหนังสือขึ้นมา ตรงไปที่แคชเชียรและจ่ายเงินโดยไม่ลังเล
ไม่แม้แต่จะเปิดอ่านด้านใน รูปภาพ บทนำ (ดังเช่นสันดานเดิมที่เคยทำมา)
ความรู้สึกเหมือนเจอ Bangkok post หลังจากที่เดินหาซื้อมาสามสี่ร้าน
และก้อคงเหมือนแมลงวันเจอขี้กองโตเข้าอย่างจัง !!

คนเรา...
ทำไมมันถึงได้ยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก
ทำไมถึงได้มีอคติ (ความลำเอียง) ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ทำไมไม่ลองมองให้ลึก ให้ถึงแก่นแท้ (คล้ายๆ ว่ากุกำลังจะตรัสรู้)

นั่นน่ะสิ ไม่ว่าใครก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ
ตัดสินคนอื่นจากภายนอก และเอาความคิด ความรู้สึกของตัวเองเป็นใหญ่กันทั้งนั้น
จะมีซักคนมั้ยที่มองกันด้วยใจ ?


จบเหอะกุขี้เกียจพิมละ - -*


ปอ - ลอ

• ขอบคุณผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ (ป๋าแซม)
• ขอบคุณมึงมากที่ทำให้กุรู้ว่าบาร์บีคิวพล่าซ่าอร่อยพลัง ทั้งที่กุเหม็นกลิ่นเวลาเดินผ่านมาตลอด
• กุพบว่า หนังสือเรื่อง "ใบไม้แดง"  อยู่ในเครืออมรินทร์ ไม่ใช่ a book ที่กุฝันหาแต่อย่างใด
• บอกได้คำเดียวว่า ใบไม้สีแดงเจ๋งอย่างพลัง !
• ข่าวใน Babgkok Post ไม่ต่างจาก The Nation มากมายอย่างที่กุเคยคิด
• New York time newspaper แพงอย่างพลัง (60.-) เนื้อหาอย่างบาง แสสส...
• "คนเราอย่ามองกันแค่เปลือกนอก" เช่นเดียวกับบาร์บีคิวพลาซ่า แค่เดินผ่าน-ไม่อร่อย (ต้องเข้าไปแดก 555)

edit @ 28 Oct 2009 15:35:47 by 21july

edit @ 28 Oct 2009 15:36:48 by 21july

about a dog

posted on 07 May 2008 17:05 by 21july  in diary

มีคนเคยบอกว่า ...

"หมา มักจะเหมือนเจ้าของ"

 ชีวิตกูตั้งแต่เล็กจนโต ผูกพันกับเรื่องหมา ๆ มาตลอด

จำได้ว่าครั้งแรกที่เลี้ยงหมา กูไปเก็บมันมาจากท่อระบายน้ำหน้าบ้าน

แม่หมา มาคลอดลูกทิ้งไว้ 5 ตัว

ด้วยความที่เป็นคนใจบุญ รักสัตว์ รักเด็ก (คุณสมบัติเหมือนนางงามไม่มีผิด แต่หน้าตาและความสูงไม่ผ่าน)

กูเลยเก็บเอาลูกหมาทั้ง 5 ตัวมาเลี้ยง

และหมาน้อยทั้ง 5 ตัว ก็จากไปภายในเวลา 1 อาทิตย์

"หมากูโดนฆาตกรรม"

จะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดในการตาย เพราะมันเป็นความทรงจำที่เลวร้ายมากที่สุดในชีวิต

และในตอนนั้นกุก้อได้กลายร่าง เป็นสัปเหร่อ(หมา) จำเป็นในบัดดล

เรื่องมันน่าเศร้ายิ่งกว่านิยายน้ำเน่าตอนที่อีเย็นโดนอีบุ้งโบยจนสลบคาที่ซะอีก(จากเรื่องนางทาส)

กูได้ทำการกลบ ฝัง ... น้องหมาที่น่ารักทั้งหมด 5 ตัว

พร้อมทั้งได้ทำการสวดส่งวิญญาณ แบบหมา ๆ แมว ๆ เพื่อนให้พวกมันได้ไปสู่สุคติ

การเป็นสัปเหร่อ (หมา) กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตกูตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อเจ้าติมอร์ หมาพันธุ์อัลเซเชี่ยนได้เสียชีวิตลง

เพราะโรคลำไส้ เนื่องจากเจ้าติมอร์แดกไม่เลือก แดกไปแดกมา ตายห่าไปเลย T^T

สัปเหร่อหมาอย่างกุจำต้องขุมหลุดลึกพอที่จะฝังหมาร่างยักษ์ได้

แรก ๆ ก้อขุดไปทั้งน้ำตา หลัง ๆ มา น้ำตาไม่มีจะไหล

เพราะเหงื่อไคลกุไหลย้อยท่วมตัว จากการขุดหลุมฝังศพหมายักษ์

หมดเวรหมดกรรมกันซะที.

 

ปัจจุบันที่บ้านกุมีหมาสองตัว (ไม่รวมหมาในเครือญาติ)

เดิมทีมีอยู่แค่ตัวเดียว

หมาตัวนี้แม่เก็บมาเลี้ยงจากโรงเรียน

ด้วยความใจบุญของแม่ เลยเก็บเจ้าหมาขี้เรื้อนตัวนั้นมาฉีดยา

กูตั้งชื่อน้องหมาว่า เจ้าชิโร่ แต่แม่กูเรียกมันว่าตี๋เล็ก - -*

พ่อเคยบอกว่า เวลาเห็นตี๋เล็กทีไร จะนึกถึงกูทุกครั้ง

กูถามว่า ทำไมต้องนึกถึงกู

พ่อกูบอกว่า "ตี๋เล็กมันเหมือนกู" 

เจ้าตี๋เล็ก มีขนนุ่มนิ่ม สีขาวสะอาด (มันเหมือนกูตรงไหนวะเนี่ย?)

หน้าตาเรียบร้อย น่ารักน่าเอ็นดู (นี่ก้อไม่เหมือนอีก เพราะกูหน้าเหมือนตัวที่ลากไก่ลงน้ำมากกว่า)

ตี๋เล็กไม่ค่อยเห่าใครๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมา

ยกเว้นคนใบ้ที่อยู่แถวบ้าน (อันนี้อาจจะเหมือนกูจิง เพราะกูไม่ค่อยชอบขี้หน้าไอ้นั่นซักเท่าไหร่)

และมันไม่ชอบการอาบน้ำอย่างมากกกก... (เออหว่ะ กูก้อไม่ชอบอาบ 55)

หลายเดือนต่อมา...

มีหมาอีกตัวมาอยู่ด้วย ป้าเอามาฝากไว้ เป็นหมาพันธุ์ร็อตไวเรอร์

ชื่อเจ้า "อองรี" เนื่องจากว่ามันมีสีดำ

นานวันเข้า อองรี หมามีสกุล ก้อเริ่มทำตัวสถุล 

แดกไม่เลือกอีกเช่นกัน และชื่อ "อองรี" ก้อคงจะดูไฮโซเกินไปสำหรับหมามีสถุลรุนชาติอย่างมัน

ใคร ๆ ก็เลยเรียกมันว่า "ไอ้มืด"

แม่รักไอ้มืดยิ่งกว่าหมา (และลูก) ตัวไหน ๆ

อาจจะเป็นเพราะมันมีดีกรีดี เป็นถึงหมามีสายพันธุ์

แม่ก้อเลยจะเอาอกเอาใจมันเป็นพิเศษ

แม่เลิกสนใจเจ้าตี๋เล็ก หันมาโอ๋เจ้ามืดสนิด แทน

เป็นสาเหตุให้กู หมั่นไส้ไอ้มืดยิ่งขึ้นไปอีก

และไม่รู้ว่าเพราะอะไร "ตี๋เล็ก" ก็พาลเหม็นขี้หน้าไอ้มืดไปด้วยเหมือนกัน

และไอ้มืดเอง ก็คงอิจฉา ตี๊เล็กอยู่ไม่น้อยไปกว่ากัน

เวลากุเรียกชื่อตี๋เล็กทีไร ไอ้มืดเป็นต้องวิ่งสู้ฟัด เข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงกูทุกทีไป

ตัวแม่งไม่ใช่เล็ก ๆ  บวกกับโรคหูน้ำหนวกของมัน ส่งกลิ่นหึ่ง ๆ  โชยตลบ อบอวล ไปหมด

ใครต่าง ๆ พากันเอือมระอาไอ้มืด *ยกเว้นแม่กู* ที่นับวันจะยิ่งรักยิ่งหลงมันมากขึ้นทุกที

และแม่ก็แต่งตั้ง ตำแหน่งใหม่ให้ตี๋เล็ก คือ "ให้เป็นคนรับใช้ไอ้มืด มหาประลัย" - -*

ตี๋เล็กจำต้องตกกระป๋อง กลายเป็นหมาหัวเน่าสำหรับแม่ไปทันที

 

ชีวิตกูตอนนี้ก็คงจะเป็นเหมือนเจ้าตี๋เล็ก ..

กลายเป็นหมา...

ซึ่งไม่ใช่แค่หมาธรรมดา แต่เป็นหมาพิเศษ (ใส่ไข่ด้วย 555)

นั่นคือ "หมาหัวเน่า"  นั่นเอง

แต่การที่กูเป็นหมา ก้อไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป

ถึงยังไง "หมา" ก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์

และถ้าการที่กูจะเป็นเพื่อนที่ดีของใครซักคน แล้วกูจะต้องเป็นหมา

กูก้อจะยอมเป็น "หมา"

แล้วถ้ากูจะต้องเป็นหมาจริงๆ นะ...

ต่อไปนี้กูจะต้องสระผม และอาบน้ำบ่อย ๆ 

เพราะกูจะได้ไม่กลายเป็น "หมาหัวเน่า"

เหมือนดังที่กูกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้

"อีจุ๋ม  = อีหมาหัวเน่า"  

 

55555555555555555555+

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 7 May 2008 17:48:08 by 21july

ดอลล่า...

posted on 29 Feb 2008 03:32 by 21july

วันนี้ไปรับเจ้าดอลล่ามาเดินเล่น

เปิดหูเปิดตาบ้าง

เจ้าของมันจากไปไกลแสนไกล

ทิ้งไว้ให้เพื่อนเลี้ยง

สงสารมัน

พาไปนั่งกินข้าวด้วยที่ร้านส้มตำ

สงสัยจะอยากกินปลาร้า

ดิ้นใหญ่

ได้กลิ่นปลาร้าแล้วคงคิดถึงบ้านเกิด

555+

ดอลล่าเป็นเจ้าหมาพันธุ์ปั๊ก  หน้ามุ่ย

ตากลมโต รอยตีนการาวกับว่าอายุซัก 80 ปี

และมันดูเหมือนมีเรื่องเครียด และครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา

หน้าหักๆ ของมันทำให้กุคิดว่า บ้านเกิดมันคงจะอยู่บริเวณแถบที่ราบสูง

พอได้กลิ่นปลาร้าจึงตะกุยตะกาย

อยากจะลิ้มลอง ปลาร้ารสแซ่บให้ได้

หลังจากกินข้าว พาดอลล่าไปหอบัณฑิต

เปิดเว็บแคมให้พ่อมันที่อยู่เมกาดู

พ่อมันดี๊ด๊าใหญ่ แต่ลูกมันทำหน้างง ๆ

สงสัยจำหน้าพ่อบังเกิดเกล้าไม่ได้

ดอลล่าตื่นเต้น อยู่กับสาวสวยหลายคน

วิ่งวนเหมือนควายหายรอบห้อง

และทิ้งร่องรอยเอาไว้ (ฉี่)

ซึ่ง "กู" ต้องเป็นคนเก็บ แอสมาก

4 ทุ่มครึ่ง อุ้มดอลล่าไปหอแซม

ระยะทางประมาณ 500 เมตรได้

ดอลล่าตัวหนักโคตร เดินไป ดิ้นไป

คนแม่งก้อมองกันใหญ่

ยังกะกูไปโจรกรรมหมาใครมายังงั้นแหละ

ไปถึงห้องแซม เอาผ้าให้ดอลล่า 1 ชิ้น

ดีใจ กัดผ้าเป็นวักเป็นเวร T^T

ดอลล่าเอ๋ย...

วิ่งจนหิวโซ เที่ยวกัดคนโน้นคนนี้ไปทั่ว

เลยเดินไปซื้อนมจืดมาให้ดอลล่าสวาปาม

กินยังกะไม่เคยกิน -*-

กินเสร็จต้องพาดอลล่ากลับแล้ว...

ขึ้นไปบนห้องเห็นสภาพกรงขังดอลล่า

ไม่น่าพิศมัยเลย

เอาหมาใส่กรง ดอลล่าตาละห้อย...

T____________________T

เดี๋ยววันหลังกุพาไปเที่ยวใหม่นะดอลล่า

 

start...

posted on 27 Jan 2008 14:18 by 21july

ได้ฤกษ์เปิดบล็อก เลยเข้ามาเทสนิดหน่อย

เทส

เทส

เทส

เทส

เทส

555+

ยังกะงานวัดเลยว่ะ